กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในศึกฟุตบอลโลก 2026 หลังจาก อาชราฟ ฮาคิมี่, วินิซิอุส จูเนียร์ และ แฟรงกี้ เดอ ยอง สามนักเตะชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนหรือขัดจังหวะระหว่างการให้สัมภาษณ์ เนื่องจากพยายามตอบคำถามเป็นภาษาสเปน
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นกับ อาชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวาทีมชาติโมร็อกโก ที่พยายามอำนวยความสะดวกให้ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ในเม็กซิโก ด้วยการตอบคำถามเป็นภาษาสเปน ซึ่งเป็นภาษาที่เขาใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว แต่กลับถูกแจ้งทันทีว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเปลี่ยนไปตอบเป็นภาษาอังกฤษแทน
ด้าน วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวเตะทีมชาติบราซิล ก็เจอสถานการณ์คล้ายกัน เมื่อเจ้าตัวขอให้ผู้สื่อข่าวใช้ภาษาสเปนในการสัมภาษณ์ เนื่องจากไม่ถนัดภาษาอังกฤษมากนัก แต่คำขอดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่ แฟรงกี้ เดอ ยอง กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และสโมสรบาร์เซโลนา พร้อมตอบคำถามเป็นภาษาสเปนหลังได้รับคำถามในภาษาดังกล่าว ทว่าสุดท้ายก็ถูกขอให้ตอบเป็นภาษาอังกฤษตามระเบียบการแข่งขัน
ตามข้อบังคับด้านสื่อสารมวลชนของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ผู้สื่อข่าวสามารถใช้ภาษาของหนึ่งในสองทีมที่ลงแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ใช้ภาษาของทั้งสองชาติที่แข่งขันกันอยู่ในขณะนั้น การสัมภาษณ์จะต้องดำเนินการเป็น ภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นภาษากลางของการแข่งขัน
ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเกมระหว่าง โมร็อกโก กับ โปรตุเกส นักเตะสามารถตอบเป็นภาษาอาหรับ ฝรั่งเศส หรือโปรตุเกสได้ตามกรอบที่กำหนด แต่หากต้องการตอบเป็นภาษาสเปน ซึ่งไม่ใช่ภาษาทางการของทั้งสองทีม การสัมภาษณ์จะต้องเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษแทน
แม้กฎดังกล่าวจะถูกวางไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการแปลและเผยแพร่ข้อมูลให้สื่อจากทั่วโลก แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นข้อกำหนดที่เข้มงวดเกินไป
โดยเฉพาะในฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาที่รวบรวมผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม การจำกัดไม่ให้นักเตะใช้ภาษาที่ตนเองถนัดหรือสื่อสารได้ดีที่สุด อาจขัดกับแนวคิดเรื่องความหลากหลายและการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกผ่านกีฬาฟุตบอล
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ฟีฟ่า ยังไม่มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับเปลี่ยนระเบียบดังกล่าวในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026